Drive (2011): ความเงียบที่กึกก้อง และความรุนแรงที่แสนงดงามของ “คนขับรถ” ไร้นาม
ในปี 2011 “Drive” หรือชื่อไทย “ขับดิบ ขับเดือด ขับดุ” ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ในโลกภาพยนตร์ด้วยการคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์อาวุโส ผมขอจำกัดความเรื่องนี้ว่าเป็น “The Modern Masterpiece of Neo-Noir” หนังไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพยนตร์แอ็กชันรถแข่งดาดๆ แต่มันคืองานศิลปะชั้นเลิศที่ผสมผสานความโรแมนติกอันบริสุทธิ์เข้ากับความรุนแรงระดับดิบเถื่อนได้อย่างลงตัวและมีสไตล์ที่สุดในทศวรรษ นี่คือ Deep Recommendation สำหรับผู้ที่ต้องการเสพภาพยนตร์ที่มีลายเซ็นทางภาพและเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ยากจะหาใครเลียนแบบ
เรื่องย่อฉบับเข้มข้น: เมื่อคนไร้ตัวตน ยอมสละทุกอย่างเพื่อปกป้องแสงสว่างหนึ่งเดียว
เรื่องราวเล่าถึงชายหนุ่มลึกลับไร้ชื่อที่ใครๆ เรียกเขาเพียงแค่ “Driver” ในเวลากลางวันเขาทำงานเป็นช่างซ่อมรถและนักขับรถสตันท์แมนในฮอลลีวูด แต่ในเวลากลางคืนเขาจะรับจ้างเป็น “คนขับรถหนี” ให้กับกลุ่มอาชญากร โดยมีกฎเหล็กส่วนตัวคือเขาจะรอเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น หากเกินกว่านั้นเขาจะขับรถออกไปทันที ชีวิตที่ไร้จุดหมายและเงียบเชียบของเขาเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเขาได้ทำความรู้จักและตกหลุมรัก “ไอรีน” คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเพื่อนบ้านสาว และ “เบนนานิส” ลูกชายตัวน้อยของเธอ
ทว่า ความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นานเมื่อ “สแตนดาร์ด” สามีของไอรีนพ้นโทษออกจากคุกและกลับมาพร้อมกับหนี้สินก้อนโตจากมาเฟีย เพื่อปกป้องไอรีนและลูกไม่ให้โดนลูกหลง ดรีกเวอร์จึงยอมเสนอตัวเข้าช่วยสแตนดาร์ดในภารกิจปล้นร้านรับจำนำ แต่แผนการกลับล้มเหลวและบานปลายกลายเป็นการหักหลังครั้งใหญ่ ทำให้ไดรเวอร์ต้องกลายเป็นเป้าหมายตามล่าของแก๊งมาเฟียผู้ทรงอิทธิพล “ขับดิบ ขับเดือด ขับดุ” จะพาผู้ชมไปพบกับการล้างแค้นสุดเหี้ยมเกรียมของชายหนุ่มผู้นิ่งสงบ ที่พร้อมจะเปลี่ยนตัวเองเป็นปีศาจเพื่อปกป้องคนที่เขาดูแล
ทำไม Drive (2011) ถึงเป็นภาพยนตร์ “นีโอนัวร์” ระดับขึ้นหิ้ง?
- สไตล์ภาพและดนตรีประกอบระดับไอคอนิก (Synthwave Aesthetics): หนังโดดเด่นด้วยการใช้แสงไฟนีออนสลัวๆ ของเมืองลอสแอนเจลิสยามค่ำคืน ควบคู่ไปกับดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์ซินธ์เวฟ (Synthwave) ยุค 80s ที่ช่วยสร้างอารมณ์เหงา เคว้งคว้าง แต่ตื่นตัวตลอดเวลา
- การแสดงที่น้อยแต่มากของ Ryan Gosling: คาแรกเตอร์ของตัวเอกแทบจะไม่มีบทพูดตลอดทั้งเรื่อง แต่กอสลิงสามารถใช้สายตา ท่าทาง และรอยยิ้มบางๆ สื่อสารทั้งความอ่อนโยนและความโหดเหี้ยมดุดันออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
- ฉากแอ็กชันที่เฉียบคมและดิบสด: หนังหลีกเลี่ยงความระเบิดเถิดเทิงแบบไร้เหตุผล แต่เลือกที่จะนำเสนอความรุนแรงในลักษณะที่รวดเร็ว รุนแรง และคาดไม่ถึง (Shock Value) ซึ่งทำให้คนดูจดจำไม่ลืม โดยเฉพาะ “ฉากในลิฟต์” อันเลื่องชื่อ
“Drive คือสัญลักษณ์ของความโดดเดี่ยว… หนังแสดงให้เห็นว่าภายใต้หน้ากากที่เรียบเฉยของมนุษย์ อาจมีสัตว์ป่าที่กำลังรอคอยเวลาเหนี่ยวไกเพื่อคนที่รักอยู่ข้างใน”